“… ข้าแต่พระราหู มหิทธิเทเวศ อดุลเดชพรรณพิจิตร ทองสัมฤทธิ์สีสกล งามโสภณพัสตราภรณ์ กังสบวรเทียบเทียมสี ทรงเมฆีทิพยอาสน์ ขออภิวาทคำนับพระองค์ ทั้งจำนงเทพบริพาร ในทุกสถานถิ่นที่ . ขอจงมีจิตกรุณา อภิบาลเป็นมิตร จิตจงมั่นปรีดี ด้วยพิธีเทพบูชา เชิญเทพยดาทั้งหมด จงเงือดงดโทษภัย สิ่งใดใดอย่ามี ข้องราคีพานพะ ซึ่งประสาทเครื่องพลี เพื่อปรีดาปราโมทย์ เสร็จประโยชน์หมู่ข้า สุขาภิรมย์ยินดี เจริญศรีสรรพประสิทธิ์ ด้วยเทพฤทธิ์อานุภาพ จงทุกคาบนิรันดร ….”
พระราหู เป็นชื่อเทพเจ้าที่จะขอบอกแต่แรกนี้ว่ามีตัวตนอยู่จริงๆบนโลกนี้ และมนุษย์ ทั้งหลายต่างสัมผัสจับต้องกับพระราหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงแต่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้น โดยทั่วไปจะเชื่อถือกัน ว่าพระราหูนั้นมีรูปเป็นยักษ์ร้ายปรากฏเรื่องราวในเทพปกรณัมต่างๆหลากหลายทั้ง ข้างภารตวรรษ เช่น กูรมาวตาร หรืออย่างคัมภีร์เฉลิมไตรภพ ที่บอกกำเนิดของพระราหู ว่ามาจาก ผีโขมดทั้ง ๑๒ ตนหรืออย่างในพระไตรปิฏกของพระพุทธศาสนาเองก็มีเรื่องราวของพระราหูอยู่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
พระราหู สำหรับคนไทยนั้นเป็นเทพเจ้าที่เพิ่งมานิยมบูชากันเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง ที่มีการนำมาโยงใยกับคติทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ ซึ่งวิธีการบูชานั้นออกจะผิดจารีตโบราณ แต่ก็กลับได้รับความนิยม จากคนทั่วไปที่ไม่รู้คติที่โบราณนิยม จนปัจจุบันอาจนับว่ากลายเป็นลัทธิหนึ่งที่เกิดในยุครัตนโกสินทร์ที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์นี่ เอง
จากโหรท่านหนึ่งที่อ้างว่า ตนดูดวงแม่นที่สุดในประเทศ เป็นเจ้าลัทธิ ของดำแปดอย่างบูชาพระราหู แต่กลับต้องไปขอฤกษ์ จากโหรท่านหนึ่งผู้ใช้นาม ปากกาว่า “ ส . แสงตะวัน ” ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์พยากรณ์โดยเฉพาะเจนจบวิชาพระราหู ที่นับว่าท่านผู้นี้มีความรู้ขั้นอัศจรรย์ทีเดียว ซึ่งบรรดานักโหราศาสตร์ หลายท่านที่อ่านบทความนี้ก็คงคุ้นตาดีกับนามปากกานี้ คงยืนยันได้ดีว่า บทความนี้มีที่มาที่ไปมิได้ยกเมฆกล่าวขึ้นอย่างเลื่อนลอยแต่ประการใด
เรื่องราวของพระราหู เท่าที่พบในสังคมไทยนั้นปรากฏออกมาในสามคติคือ
- คติทางศาสนาพราหมณ์ ที่ถือว่าพระราหู เป็นอสูร ที่ลอบมากินน้ำอมฤต ในคราวเทวดาอสูรร่วมมือกันกวนน้ำอมฤต เพื่อฟื้นคืนอำนาจเทวดา และการมีชีวิต นิรันดร์ ตรงนี้จะเกี่ยวกับการอวตารของเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดูก็คือ พระนารายณ์ที่อวตาร มาเป็นเต่า ( กูรมาวตาร ) และนางงามผู้แบ่งน้ำอมฤตให้แก่เทวดาที่ชื่อ “ โมหินี ” ซึ่งได้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ในคอลัมน์เทพปกรณัมของนิตยสารอุณมิลิตแล้ว
- คติทางพุทธศาสนา ปรากฏในคัมภีร์อนาคตวงศ์ที่ถือว่า พระราหูเป็นนิยตโพธิสัตว์เรียกว่า “ อสุรินทราหู ” เป็น หนึ่งในสิบพระองค์ ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า และอสุรินทราหูนี่เองเป็นเจ้าของอุทานวลีสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้าในบทประถมสักการะที่ว่า
๏ ” นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๚๛
ในอุทานวลี ที่ว่า “ ตัสสะ ” ซึ่งได้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ในนิตยสารอุณมิลิต ในคอลัมน์เรื่องเล่าจากตำนานไป แล้วสำหรับคติเกี่ยวกับปรากฏการธรรมชาติที่เรียกคราส หรืออุปราคา ที่โลกบังดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ เรียกจันทรุปราคาและสุริยุปราคานั้นทำให้เกิดตำนานท้องถิ่น อย่าง “ กบกินเดือน ” ก็ขอแยกไว้ต่างหากจากคติพระราหู เพราะเป็นการอธิบายความคนละมติอย่างเห็นได้ชัด แม้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเดียวกันก็ตาม
- คติทางโหราศาสตร์ ซึ่งจะขอขยายความเพิ่มเติมในคอลัมน์นี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่นำมาเกี่ยวข้องกับ วิถีชีวิตมนุษย์
และเป็นที่มาของพิธีกรรมไสยศาสตร์ต่างๆ อย่างการบูชาพระราหูในทางโหราศาสตร์ ( นพเคราะห์ ) เลขยันต์วิชาการต่างๆก็มาจากคติใดคติหนึ่งหรือผสมผสานจากสามคตินี้เอง ( พุทธ พราหมณ์ โหราศาสตร์ = ไสยศาสตร์ + พิธีกรรม ) โดยนำคติโหราศาสตร์ผสมกับสองคติคือพุทธ กับพราหมณ์ สำหรับที่กล่าวว่า พระราหูนั้นมีตัวตนอยู่ในโลกนี้จริงๆ ก็มาจากคติทางโหราศาสตร์นี่เองซึ่งขอ ปูพื้นฐานเกี่ยวกับพระราหู แบบโหราศาสตร์ซึ่งโดยทั่วไป จะเชื่อกันว่า พระราหูนั้น เป็นผู้ให้โทษมากกว่าให้คุณ ดังโหราจารย์ท่านว่า “ ราหูคือด้วงมอดกัดกินดวงชะตา ” ทั้งนี้ก็เห็นจะเพียงเป็นส่วนหนึ่งที่พระราหูแสดงอิทธิพลให้ปรากฏในวิถีชีวิตมนุษย์ตามคติโหร แต่หากศึกษา ให้ลึกลงไปก็พบตำราเล่มหนึ่งที่ท่าน พ . อ . ประจวบ วัชรปาณ ซึ่งเป็นโหราจารย์รุ่นปรมาจารย์ท่านเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ ดาวราหู และดาวจันทร์ ” ว่า “ ราหูก็มีหัวใจ ” ในทำนองตัดพ้อถึงการที่มองพระราหูแต่ด้านร้ายเพียงประการเดียว ซึ่งในด้านดีนั้นพระราหู หากส่งผล แล้วก็จะยิ่งใหญ่มหาศาล แบบรวย แล้วก็รวยเสียให้เข็ดอย่างไรอย่างนั้นทีเดียว ในทางโหราศาสตร์นั้น พระราหูถือว่าเป็นเคล็ดสำคัญ ที่โหรชั้นครูต่างเก็บงำไว้เป็นที่ทราบกันว่าโหราศาสตร์โบราณ จะใช้ดาวเจ็ดดวงในการทำนายดวงชะตา และเกิดเป็นวิชาเลขเจ็ดตัว ซึ่งมีมานานมากๆ ขนาดท่านอาจารย์เชย บัวก้านทอง โหรรุ่นอาจารย์ก็เคยบันทึกว่า วิชาเลขเจ็ดตัวนี่ละ ก็คือหนึ่งในวิชาทั้งสามประการที่ท่านพราหมณ์อัญญาโกญฑัญญะ ใช้พิจารณา เป็นโหรฟันธงแบบหมอรักษ์ ว่า “ พระสิทธัตถะ ” ราชกุมารของพระเจ้าสุทโธทนะ จะสำเร็จมรรคผลเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงประการเดียว ไม่พยากรณ์สองนัยอย่างท่านอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนขอแสดงความเห็นในแบบส่วนตัวว่า วิชาเลขเจ็ดตัวนี่เองละก็คือ ที่มาของพระราหู ( ยังไม่บอกว่าในที่นี้คืออะไร ?) ที่แตกออกเป็นดวงยาม กลางวันแปดยาม กลางคืนแปดยาม เรียกว่า ยามอัฏฐกาล นั่นไงถึงตรงนี้ท่านที่นิยมสายวิชาปักษ์ใต้อย่างสำนักเขาอ้อ ก็คงจะเจนตาเจนหู กันดี นะครับ จะขอข้ามตรงนี้ไปก่อน
พระราหูนั้นเท่าที่ค้นคว้ามา ถือว่าเป็นเทพกึ่งอสูรมีฤทธิ์มากที่สุด ตนหนึ่งท่านพ . อ . ประจวบ วัชรปาน ได้บันทึกในหนังสือที่อ้างถึงสรุปความว่า มีตำราหนึ่งกล่าวว่าที่มีฤทธิ์มากก็เนื่องจากไปสู้กะพระอาทิตย์แล้วเกิดแพ้ขึ้นมา จึงไปบำเพ็ญตบะได้หนึ่งหมื่นปีสวรรค์จนพระพรหมต้องเสด็จมาให้พร โดยให้พระราหูเลื่อนอันดับเป็นเทพกะเขาด้วยในสุริยะจักรวาล และให้มีอานุภาพเหนือดาวเคราะห์ทั้งปวง แม้พระอาทิตย์พระจันทร์ก็สู้ไม่ได้ แถมท้ายอีกว่าให้เป็นอมตะคงกระพันใครฆ่าไม่ตาย ( ไม่ยักกะให้กินน้ำอมฤตแฮะ แต่การบำเพ็ญตบะโยคะนั้นหลักวิชาการมีการกล่าวถึงน้ำอมฤตภายในกาย มนุษย์ด้วย ) ซึ่งเมื่อพระราหู ได้พรแล้วก็ กำเริบแสดงฤทธิ์จะเข้าทำลายพระอาทิตย์พระจันทร์เพื่อล้างแค้นร้อนถึงพระนารายณ์ต้องมาช่วยโดยใช้จักร อาวุธประจำพระองค์ตัดราหูขาดกลางตัว แต่ด้วยพรที่พระพรหมให้จึงไม่ตาย และพระนารายณ์จึงยอมให้พระราหูกินพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ในบางโอกาส เพียงหนึ่งคำเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามพรพระพรหมที่ให้ราหูมีฤทธิ์เหนือดาวเคราะห์ทั้งปวง ตรงนี้จะแตกต่างจากที่ปรากฏในตำนานอินเดียที่เรียก กูรมาวตาร ความจริงจะเป็นอย่างไร ? ก็คงไปถามพระราหู ไม่ได้ละครับ ให้ถือว่า เป็นต่างคติ ต่างคน ต่างเล่าก็แล้วกันฟังเพลินๆซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ยกเรื่องนี้มาเพราะมีเค้าเกี่ยวพันกับคติโหราศาสตร์เรื่องอานุภาพดาวราหู มีอิทธิพลเหนือดาวเคราะห์ทั้งปวงที่กำลังจะขยายให้ฟัง
รูปลักษณ์ของ พระราหู นั้น เท่าที่ค้นมามีมากกว่า หนึ่งเทวลักษณะครับ ยกตัวอย่างเซิฟๆก่อนเช่น
- แบบแรก คือตัวส่วนบนเป็นอสูร ท่อนล่างเป็นพญานาค หรืองู
- แบบที่สอง ก็เป็นอสูรเทพบุตร ถือค้อนหรือตะบองเป็นศาสตรา บางทีขี่เมฆ บางทีก็ว่าขี่ครุฑ
- แบบที่สาม ก็เป็นอสูรเทพบุตรมีสี่มือ มีพาหนะรถทรงเทียมม้าถึงแปดตัว ฯลฯ

อันนี้เท่าที่พบกันส่วนราหูยังสามารถแบ่งภาคอวตาร ( ตามคติโหรไทย ) ได้อีกถึงแปดภาค อย่างเช่นแปลงภาคเป็น “ ราหูนักพรต ” ที่ ทรงเครื่องนุ่งห่มสีขาวถือประคำเป็นต้น อันพละพลังของพระราหูนี้ถือว่ามีอำนาจมากโหรไทยท่านได้บรรยายไว้มากขอยกตัวอย่างหนึ่งที่ว่า เอาไว้
๏ ” อสุรินทร์ ( ราหู ) มาดแม้น กุมลัคน์
เมษพฤษภตามจักร เลิศแล้ว
ชาตินี้ย่อมทรงศักดิ์ ยศยิ่งหมื่นนา
เป็นทหารชาญแกล้ว ยุทธกล้ากลางณรงค์ ๚๛
เห็นไหมว่า ไม่ใช่ให้โทษอย่างเดียวให้คุณมหาศาลอีกตัวอย่างใน “ คัมภีร์ ตัตวาชาดก ” กล่าวว่า
๏ ” ราหุรการา สุตคา สุขเสาขยทา ๚๛
แปลว่า ในดวงชะตาที่มีราหู อาทิตย์ และอังคารทั้งสามพระเคราะห์ร่วมกันในภพที่๕จากลัคนา ( จุดเกิด ) เจ้าชะตาจะมีความสุขรุ่งเรือง และมีจิตใจสงบเยือกเย็นสุขุม ชีวิตราบรื่นด้วยประการทั้งปวง
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระราหูให้คุณประเภทคุ้มโทษภัยที่เรียกว่า “ ดวงภัทยาพิเศษ ” ที่ “ คัมภีร์ปาริชาตชาดก ” ระบุว่า
๏ ” อชวฤ ษ กรกิวิลคเน รกษติ ราหูนิรันตรำ พาลม ปฤถิวีปติ ปรสนน กฤตาปรารำ ยถา ปุรุษม . ๚๛
แปลว่า ในดวงชะตาถ้ามีราหู กุมลัคนาใน ราศีเมษ พฤษภ หรือกรกฎ ท่านว่าราหูสามารถป้องกันอันตรายต่างๆให้แก่เจ้าชะตาได้ เปรียบเสมือนพระราชาที่มีอำนาจเต็ม สามารถจะประกาศิตยกโทษ ต่างๆให้เป็นโมฆะไปหมดสิ้นต่อประชาชนของพระองค์เอง
ยกตัวอย่างมาเป็นกระสายที่จะให้เห็นว่าพระราหูนั้น ให้ได้ทั้งคุณและโทษที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวอานุภาพของพระราหูนั้นกล่าวได้ว่าเป็นเวที ที่ปรากฏ แห่งอำนาจของดาวเคราะห์ทั้งปวงที่มีผลต่อชะตาชีวิตมนุษย์นั่นทีเดียว ด้วย นักโหราจารย์ชั้นครูได้ลงความเห็นว่า แท้จริงแล้วไซร้ พระราหูก็คือ “ โลกมนุษย์ ” นี่เองโดยแสดง การปรากฏของพระราหู ระบุตามคัมภีร์ “ อุตรกาลามฤต ” ได้แสดง ที่เป็นนามธรรมออกเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สัมผัสรู้ได้ถึง ๕๗ ประการ ทีเดียว อาทิ ฉัตร อาณาจักร คนไม่มีศาสนา การบวมช้ำ งูพิษ การหายใจ เหล้าเป็นต้น เมื่อมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่า พระราหูนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดมนุษย์อยู่มาก ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลกใบนี้ทีเดียว ซึ่งการปรากฏ จะเห็นได้ในรูปแบบต่างๆกันที่เข้ามาวนเวียนสัมผัสชีวิต และมนุษย์เองที่กลับหลงใหลกับสิ่งนั้น ไปมัวเมาเอาเสียเอง แถมพาลใส่ความพระราหู ตัวมอมๆว่า ราหูเป็นตัวมัวเมาเสียอีก น่าจะกล่าวเสียใหม่ว่า ราหูไม่มัวเมาคน คนต่างหากมัวเมาราหู ฟังดูก็คล้ายสำนวนจีนที่ว่า “ เหล้าไม่ทำให้คนเมา คนต่างหากที่เมาเหล้า ” อำนาจของพระราหู จึงเป็นตัวยั่วเย้าให้มนุษย์มัวเมา จากอำนาจของกิเลสภายในตนนั่นเอง ( โหราศาสตร์เปรียบเทียบกับอำนาจดาวศุกร์ - กิเลส ที่มีดาวจันทร์เป็นตัวเริ่ม )
ความที่ดาวโลกหรือดาวราหูนั้น ช่างยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ เพราะ เป็นที่รวมรังสีดาวต่างๆที่ขับกลไกวิถีชีวิตมนุษย์ จึงเป็นที่มาของการที่โบราณาจารย์นำมาสร้างเครื่องรางรูปราหู แบบต่างๆ อย่างทางเหนือจะเรียกแบบพุทธว่า “ อสุรินทราหู ” และปรากฏใน อนาคตวงศ์ ในภาคสิบศรีอริยะด้วย ( พระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า ) ส่วนภาคอื่นๆที่พบรู้ๆกันก็ กะลาตาเดียวแกะเป็นยันต์ราหู อมพระอาทิตย์ เรียกสุริยะประภา ราหูอมพระจันทร์เรียก จันทรประภา หากเราแปลความตรงคำว่า “ ประภา ” ที่แปลว่า สว่างรุ่งเรือง อย่างคำประภาคาร ประภามณฑล ก็ไม่เห็นจะได้ความว่า “ ราหู “ ทำให้มืด แต่อย่างไร เพราะแปลตามชื่อยันต์ ยังไงยังไงก็แปลว่า พระอาทิตย์สว่างรุ่งเรือง ( สุริยะประภา ) พระจันทร์สว่างรุ่งเรือง ( จันทรประภา ) แล้วเรื่องนี้ มันแฝงอะไรไว้ ? ไปลองคิดปริศนาเอาที่โบราณาจารย์จงใจตั้งชื่อให้เห็นผิดไปจากลักษณะอาการที่ราหูกลืนจันทร์ กลืนอาทิตย์ ที่โดยธรรมชาติเราเห็นว่ามืดมัว ไม่สว่างรุ่งเรืองอย่างชื่อเลย บอกได้ว่า เคล็ดนี้ มันสุดยอดอัจฉริยะ ของคนโบราณทีเดียวและการสร้างราหู ตามแบบที่นิยมกันนั้น ก็หาคนรู้จริงในการลงอักขระ พระยันต์ดังกล่าวได้ค่อนข้างยากเพราะเท่าที่ท่านเก๊จิ(ไม่ใช่เกจิ)บางท่านทำดันไปลงอักขระในยันต์กันผิดเวลา ( เป็นศาสตร์เฉพาะยังไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ ) บ้านเมืองมันถึงได้ อึม ครึมมืดตึดตื๋ออย่างนี้ไง การสร้างพระราหู ต้องรู้เข้าใจในธรรมชาติความเป็นพระราหูก่อน ซึ่งมีลักษณะอาการแยกออกไปได้อีกถึงแปดภาค โดยจะมีการ “ อวตารของพระราหู ” (คำว่า “ อวตาร ” ควรใช้กับเทพเจ้าชั้นสูงอย่างพระนารายณ์ แต่ในกรณีนี้เป็นศัพท์เฉพาะทางโหราศาสตร์ จึงใช้ตาม คำเดิม)ที่แฝงตัวทั้งดวงโลก ดวงเมือง ดวงมนุษย์และถ้าพระราหูลองอวตารครั้งใด ก็สะเทือนเลื่อนลั่นกัมปนาทลมฟ้าอากาศ ปั่นป่วนด้วยอิทธิฤทธิ์ มหึมา อย่างที่เห็นๆ เพราะบ้านเมืองบางแห่งก็เจริญ ฮวบๆ เอ้ย พรวดๆ บางแห่งก็ฮวบๆลงเพราะ ประสบภัยพิบัติจากธาตุทั้งสี่ ( จตุคาม = ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ ; จตุ = สี่ คาม = บ้าน , ที่อาศัยในที่นี้หมายถึงสังขารขันธ์ อาทิสังขารสัตว์โลก สังขารเมือง สังขาร โลก ที่เป็นทั้งรูปและนาม ) และลามถึงจิตใจมนุษย์คือลุ่มหลงมัวเมาในสิ่ง ที่ตนเองไม่รู้ไม่เข้าใจ ( อุปาทาน อวิชชาเข้าปิดบัง ) อย่างวัตถุมงคลบางแบบที่เล่นเอาคนคลั่งไคล้ กันอย่างเป็นประวัติการณ์ และมั่นใจว่า ปรากฏการณ์นี้ นี่ไม่ใช่เพราะเทพองค์ไหนจะมีอำนาจขนาดนี้หรอกถ้าไม่ใช่ ก็อิทธิฤทธิ์ พระราหู ก็ท้าวเธอท่านแผลงฤทธิ์อวตารเอานี่เองที่เล่นซะปั่นป่วนทั้งบ้านทั้งเมืองดูเอาเอง ว่า คนที่เล่นวัตถุมงคล จตุคามฯ นี่โดน อิทธิฤทธิ์ พระราหู สบักสบอมงอมพระรามไปตามๆกันทีเดียว
บทความโดย นิตยสารอุณมิลิต |