admin

บุคคลทั่วไป |
ขออนุญาติ คัดลอกมาจาก ท่าน สย่าอุ๊สุภัทต๊ะ หนังสือพุทธามหาเวทย์
สย่าอุ๊สุภัทต๊ะ สวัสดีครับสมาชิกบ้านพุทธามหาเวท หากเราจะพูดถึงวิชาพม่าสายนิการธรรมเจดีย์เราคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงพิธีกรรมทั้งสามประการคือ 1 สัก 2 กิน 3 จุด พิธีกรรมทั้งสามประการเป็นพิธีกรรมใหญ่ที่ถือเป็นหลักของวิชาพม่าสายธรรมเจดีย์เลยก็ว่าได้ แต่จะมีใครรู้มั่งว่าวิชาทั้งสามนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ในฉบับนี้เราจะมาพูดถึงพิธีกรรมที่เรียกจุดกันก่อนพิธีจุดมหาประทีปวิเศษหรือที่เราเรียกว่า(ตะเกียง)นั้น นิการธรรมเจดีย์เป็นพุทธฝ่ายมหายาน ที่มีการเชื่อถือเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีผู้สร้างและมีผู้ทำลาย แต่สูงสุดนั้นเชื่อว่าพระพุทธเจ้านั้นมีอำนาจเหนือทุกสัพสิ่งในโลกและสามโลกยกย่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้รู้แจ้งและเป็นพระศาสตาร์ดาเอกที่แสดงธรรมแห่งการรู้แจ้งได้ด้วยพระองค์เอง ในการก่อนที่พ่อครูพม่าทำการศึกษาวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของพลังแห่งเทพเจ้าและสิ่งศักด์สิทธิ์นั้นท่านได้เอาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่ในพระไตรปิฎกมาศึกษาและเป็นแนวทางในการศึกษานั้น ท่านได้รู้แจ้งในพระไตรปิฎกว่ากาลก่อนว่าครั้งหนึ่ง ในสมัยพระสัมสาสัมพุทธเจ้าผู้ที่มีพระนามว่า สิทธัตถะ เมื่อพระตถาคตเจ้าองค์นั้นเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานแล้ว พุทธบริษัททั้งหลายทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างบูชาพระองค์ พวกเขาได้ช่วยกันนำพุทธสรีระขึ้นบนเชิงตะกอนแล้ว ชนทั้งหลายได้พากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตามกำลังของตนเองที่พึ่งกระทำได้ในขณะนั้นมีพระสาวกองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระเอกทีปิยเถระได้มาร่วมกันกระทำการครั้งนี้ด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธา ท่านจึงได้จุดประทีปเพื่อทำการสักกาละเชิงตะกอนไว้หนึ่งดวงประทีปหนึ่งดวงของท่านนั้นได้ลุกโชติช่วงตลอดทั้งราตรีจนกระทั้งถึงเวลายามเช้าในวันต่อมา ด้วยกุศลผลบุญแห่งการจุดประทีปครั้งนั้นทำให้ท่านได้รับอานิสงผลบุญจากการจุดประทีปนั้นมากมายอย่างต่อเนื่อง คือหลังจากที่ได้ตายไปแล้วนั้นได้ไปเสวยสุขชั้นดาวดึงส์มีวิมานที่ประดับไปด้วยประทีปถึงแสนดวงส่องสว่างอยู่โดยรอบวิมานนั้นโดยไม่มีวันดับส่วนร่างกายนั้นทั้งวรรณะผิวพรรณก็รุ่งเรื่องด้วยรัศมีตลอดเวลา ได้เป็นผู้ที่มีจักษุเป็นทิพย์สามารถเห็นได้ไกลถึงร้อยโยชน์ ได้เสวยบุญมีความสุขเป็นผู้ที่รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกถึง ๗๗ ครั้ง เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชเจ้าถึง ๒๘ ครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นผลบุญจากการบูชาประทีปเพียงแค่หนึ่งดวงเท่านั้นและในภายหลังจากนั้นมาอีกหลายกัป พระเอกทีปิยะเถระ ได้อุบัติในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระนามว่า ปทุมุตตระ ครั้งนั้นพระเอกทีปิยะเถระ ได้เกิดเป็นลูกเศรษฐีมีเงินท่านก็เลื่อมใสพระพุทธเจ้า ปทุมุตตระ และได้ทำประทีปจุดถวายไว้ที่ต้นไม้สน ที่ๆพระพุทธเจ้า ปทุมุตตระ ตรัสรู้ธรรมถึงแม้ว่าเป็นเพียงแค่ที่ตรัสรู้ธรรมแต่มีใจเลื่อมใสศรัทธาผลบุญแห่งกาลนั้นก็มิอาจประมาณได้ยกตัวอย่างเช่นหลังจากท่านได้ตายลงในภพนั้นชาตินั้นท่านได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรบ้าง พระเจ้าจักรพรรดิบ้างโดยท่านได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๔ ครั้งและในกัปต่อมาในสมัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนี หรือ พระพุทธเจ้าโคตรมะ ท่านได้เกิดในตระกลูที่รวยมากและในวัยแห่งการบวชมาถึงท่านได้อุปสมบทเป็นพระสาวกผลบุญแห่งการจุดประทีปของท่านได้ตามมาทำให้ท่านได้บรรลุคุณวิเศษ มีปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการรู้แจ้งในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตรมะ ได้เข้าถึง อรหัตผลเป็นอรหันในกัปนั้น ในที่กล่าวมานั้นบรมครูนิกายธรรมเจดีย์ได้ทำการค้นคว้าหาความจริงถึงกาลนี้และเห็นผลเป็นเช่นในพระไตรปิฎก กล่าวมาจึงได้ทำการกำหนดสิ่งที่เรียกว่าพิธีกรรม การจุดประทีปวิเศษเพื่อหวังผลให้เทพเทวาต่างๆนั้นมาช่วยเราและให้เราผ่านพ้นเรื่องร้ายๆที่เข้ามาไปได้โดยสวัสดิ์ภาพท่านบรมครูนิการธรรมเจดีย์จึงทำการแต่งวิชาที่เรียกว่าประทีปวิเศษและได้แต่ง พระมหามนต์ตราที่ใช้ในการจุดประทีปวิเศษไว้ ในฉบับนี้ผม สย่าอุ๊สุภัทต๊ะขอเป็นผู้ชี้แนะแนวทางของผู้สนใจขอให้ท่านจงอ่านและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้น้อมจิตให้คิดตามและว่างใจให้บริสุทธิ์ คาถาที่จะนำมาลงต่อไปนี้เป็นคาถาวิเศษที่แต่งโดยบรมครูวิชาสายธรรมเจดีย์ หากท่านที่สนใจจะเ
อาไปให้นั้นถ้าท่านเป็นลูกศิษย์ในสายวิชาธรรมเจดีย์นั้นจะเห็นผลไปตามแห่งพระมนต์วิเศษ แต่ถ้าท่านไม่ได้เป็นลูกศิษย์ในสายนั้นถ้าท่านท่องอ่านมนต์นี้ก็ไม่ได้ผิดแต่ประการใด แต่จะให้เห็นผลเต็มร้อยตามที่วิชากำหนดนั้นคงเป็นไปไม่ได้หากท่านสนใจจะใช้พระมนต์วิเศษนี้ให้เป็นผลนั้นให้ท่านไปเข้าพิธีของวิชาสายธรรมเจดีย์ที่ถูกต้องและสมบรูณ์ที่ นิกายสายธรรมเจดีย์ 58/135 เมืองทองธานี ต.คลองเกลือ อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี 11120 หรือ โทรศัพท์ถามทางที่ 0818053902 ,0879240519 หรือถ้าสะดวกที่เชียงใหม่ให้ไปร่วมพิธีที่วัดล้านตอง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ได้
บทสวดทิพย์มนต์หลวง ปัญจโองการ ๒๙ บท
ปัญจโองการที่ 1 ชะตา คือ ปลุกดวงชะตาให้แข็งแกร่งขึ้น
อินตะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
เทวะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
พรหมมะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
อิสี ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
มหาอิสี ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
มุนิ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
มหามุนิ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
ปุริสะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
มหาปุริสะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
จักกะวาติ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
มหาจักกะวาติ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
พุทธ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
ปัจเจกพุทธะ ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
อรหันตา ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
สัพพะสิทธิวิชาทาระนัง ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
สัพพะโรคาธิปะติยานัง ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
สัพพะโรคาจะริยานัง ชาตา อายุวันนังสุขังพะลัง
เอเตนะ จะ เตนะ อายุวัณเณนะ สุเขนะ ปะเลนะ เอเตนะ
สัจจะวัจเจนะ ตุมหากังโสตถิ โหตุ ตุมหากัง สะวาหายะ
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธรรมัสสะ นะโมสังฆัสสะ เสยะธิตัง
หุรู หุรู หุรู สะวาทายะ อักขระสารินี นามะ มะหา อิสิ อโหสิ
ปัญจโองการ ๒๙ บท
๑ ชะตา คือ ปลุกดวงชะตาให้แข็งแกร่งขึ้น
๒ สาวัง คือ ให้ร่างกายแข็งแรง
๓ กุลนัง คือ ให้หายจากโศกทุกข์
๔ วิชา คือ ขับไล่ภูตผีปีศาจ
๕ พลัง คือ ให้หายจัญไร
๖ เตจัง คือ ให้มีฤทธิเดช
๗ วิริยัง คือ ให้หายอุบาทว์
๘ สิทธิ คือ ห้หายจากสัตว์ร้ายทั้งปวง
๙ กัมมัง คือ ให้เป็นที่รัก และเมตตา
๑๐ ธัมมัง คือ ให้หายจากโรคภัย
๑๑ สัจจัง คือ ให้เจ้านายรักใคร่เมตตา
๑๒นิปานัง คือ ให้อยู่เย็นเป็นสุข
๑๓ โบกขัง คือ ให้มีชนะแก่ศัตรู
๑๔ กุลหานัง คือ ให้ศัตรูเบียดบียนไม่ได้
๑๕ ตานัง คือ ให้มีความเจริญก้าวหน้า
๑๖ สะลัง คือ ให้มีปัญญา
๑๗ ปัญญา คือ ให้ปลอดจากฝันร้าย
๑๘ นิขัง คือ ให้มั่งมีทรัพย์สินเงินทอง
๑๙ บุญยัง คือ ให้เป็นผู้มีราศี
๒๐ พะคะยัง คือ ให้เป็นผู้มีอายุยืนยาว
๒๑ สังยัง คือ ให้มั่งมีโภคทรัพย์
๒๒ ตัปปัง คือ ให้หมดเคราะห์กรรม
๒๓ สิริ คือ ให้อยู่เย็นเป็นสุข
๒๔ วันนัง คือ ให้เป็นผู้มีสุขมาก
๒๕ สุขขัง คือ ให้ร่มเย็น
๒๖ รูนัง คือ ให้ปลอดภัย
๒๗ ลาภัง คือ ให้เป็นผู้มีโชคลาภ
๒๘ ปิยัง คือ ให้เป็นที่รักแก่ชนทั้งหลาย
๒๙ ธะนัง คือ ให้เป็นผู้มีเงินมาก
วิธีสวดนั้นให้เราดูว่าเราต้องการจะสวดเพื่อเรื่องใดเราก็ให้ใส่คำแปลใน ๒๙ บทเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นตัวอย่างที่มี เราต้องการให้ปลุกดวงชะตาเราให้แข็งขึ้นเราก็สวดโดยใช้บทคำว่า ชะตา อยู่ตรงกลางตามตัวอย่างแต่ถ้าเราต้องการเรื่องอื่นเราก็เปลี่ยนตามแต่เรื่องนั้นๆไป สย่าอุ๊สุภัทต๊ะ
|